สิปาดัน

เป็นอีกแห่งหนึ่งที่รู้จักกันดีในหมู่นักดำน้ำ ประมาณ 35 กิโลเมตร ทางตอนใต้ของแซมโปน่า ประเทศมาเลเซีย เกาะสิปาดัน (Sipadan Island) เกาะมาบูล (Mobul Island) และ เกาะคาปาไล (Kapalai Island) ทั้ง 3 Sipadan Water Village เป็นรีสอร์ตแรกบนเกาะมาบูล ซึ่งเปิดให้บริการมานานแล้วถึง 14 ปี มีห้องพักทั้งหมด 45 ห้อง ทุกห้องเป็นแบบบังกะโลตั้งอยู่กลางน้ำ ไม่ว่าจะเป็นห้องพักเดี่ยวแบบธรรมดา แบบฮันนีมูน หรือแบบครอบครัว ล้วนแต่มีทัศนียภาพสวยงามไม่แพ้กัน จุดดำน้ำที่ได้เห็นก็มีปลาหมึกแฟลมบอยเอินท์ (Flamboyant cuttlefish) ปลากหมึกบ็อบเทล (bobtail squid) กุ้งตัวตลก (harlequin shrimp) เจ้าบ็อกเซอร์แครบ (boxer crab) เจ้าโกบี้ (goby) ปลากบไง (frog fish) และปลากบตัวตลก (clown fish) หลากสีหลายลาย และตามไปดูคอนโดเต่าที่มีมาให้เห็นตลอดทริป สัตว์ทะเลตัวใหญ่อื่น เช่น ปลากระเบนราหู (manta ray) ปลากระเบนนก (eagle ray) ฉลามหัวค้อน (hammerhead shark) หรือฉลามวาฬ (whale shark) พวกนี้จะมาตามสภาพสิ่งแวดล้อม และสภาพอากาศ

เหตุที่หมู่เกาะสิปาดันมาบูลคาปาลัยเป็นแหล่งดำน้ำลึกที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของโลก เนื่องจากอยู่ในเขตทะเลเซเลเบสซึ่งถือเป็นทะเลที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยสัตว์น้ำมากกว่า 3,000 ชนิด และปะการังอีกหลายร้อยแบบ การระเบิดของภูเขาไฟใต้ทะเล ทำให้ สิปาดัน เกิดเป็นเกาะอยู่กลางมหาสมุทร เหมือนภูเขาที่มียอดปริ่มน้ำ หากมองจากเครื่องบิน จะเห็นพื้นดินล้อมรอบด้วยหาดทรายขาว เมื่อพ้นบริเวณที่เป็นพื้นทรายออกไป ราว 20-40 เมตร จะกลายเป็นหน้าผาตัดลึกลงไป ซึ่งมีความลึกมากกว่า 600 เมตร

ในอดีตบนเกาะสิปาดันมีรีสอร์ทตั้งอยู่และให้พักค้างแรมได้ แต่ปัจจุบันรัฐบาลประเทศมาเลเซียเห็น ความสำคัญของการรักษาสมดุลธรรมชาติ จึงประกาศปิดรีสอร์ทต่างๆ บนเกาะตั้งแต่ต้นปี .. 2549 รวมทั้งไม่อนุญาตให้พักค้างแรม แม้จะยังสามารถดำน้ำได้ แต่ก็จำกัดปริมาณนักท่องเที่ยวที่จะเข้ายังพื้นที่เกาะในแต่ละวันไว้ด้วย

โลกใต้น้ำที่นี่ยังสมบูรณ์อยู่มาก สังเกตได้จากสัตว์นานาชนิดที่ว่ายวนไปมา โดยเฉพาะ เต่ากระ และ เต่าตนุ ที่จำนวนมากจนมีคนทะเล้นกล่าวไว้ว่า ใครมาดำน้ำที่นี่แล้วไม่เจอเต่าทะเล ก็สมควรจะเลิกดำน้ำไปได้แล้ว (ฮา) บางตัวคุ้นกับคนมากจนสามารถเข้าไปดูมันได้อย่างใกล้ชิด แต่ก็ไม่ควรสัมผัสตัวมัน ตามประสาผู้ชมที่ดี

ใกล้ๆ กันนั้น เจ้า Black tips shark, White tips shark และ Grey reef shark นอนนิ่งกบดานอยู่ตามแนวปะการัง ในบริเวณระดับความลึกไม่เกิน 20 เมตร แต่นั่นก็แค่เป็นปลาเด็กไซส์เล็ก หากน้ำนิ่ง ไม่มีกระแส เราสามารถดำดิ่งลงไปที่ความลึก 30-40 เมตร เพื่อไปหาฉลามตัวเต็มวัยยาวกว่า 2 เมตร หรือถ้าโชคดีก็เจอตัวที่ใหญ่กว่า

และจะโชคดีมากกว่านั้น ถ้าเราได้รับอนุญาตให้เข้าพื้นที่เกาะสิปาดันตั้งแต่ช่วงเช้า เพราะมีโอกาสได้ลุ้นเจอ ฉลามหัวค้อน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการลงลึกลงไปที่ระดับ 40-50 เมตร ซึ่งเสี่ยงต่ออันตรายจาก Decompression sickness รวมทั้งกระแสน้ำที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องทำใจไว้ก่อน เพราะพวกมันอาจจะไม่มาให้เห็นก็ได้ แต่ก็ยังมีบางคนที่บุญพาวาสนาส่งให้ได้เจอตอนใกล้เที่ยง แถมยังมาเป็นฝูงใหญ่อีกต่างหาก

ไหนๆ ก็ตื่นเช้ามาแล้ว หากโชคไม่ดีพอที่จะเจอฉลามหัวค้อนในที่ลึก บนผิวน้ำยังมีฝูง ปลานกแก้วหัวโหนก ฝูงใหญ่ นอนรอเวลาออกหากินอยู่ในชะง่อนผา และเมื่อได้เวลา เจ้าปลาหน้าตาตลกนับร้อยๆ ตัวนี้ จะพากันสะบัดครีบออกหากินเป็นทางยาวตลอดแนวปะการังให้เราได้ตื่นตาตื่นใจกัน ไม่น้อย

หลังจากอิ่มตาอิ่มใจกับปลาตัวใหญ่ๆ ไกด์ท้องถิ่นก็จะพาไปยัง Baracuda point ซึ่งเป็นจุดที่ ปลาสาก ฝูงใหญ่จะว่ายวนรอเหยื่อที่หลงเข้ามา ก่อนจะล้อมฝูงเป็นแนวกลมล้อมเหยื่อ และจัดการกับอาหารอันโอชะ แต่หากมันไม่ระวังตัวมากพอ ปลาใหญ่อื่นๆ ก็รอที่จะโฉบมาทำให้พวกมันกลายเป็นเหยื่อเสียเอง

ย้อนกลับไปที่ Drop-off ใกล้ที่ทำการเจ้าหน้าที่อุทยาน จากจุดนี้ลงไป 18 เมตร จะพบถ้ำขนาดใหญ่ที่เป็นตำนานของเกาะสิปาดัน ขนาดที่เรียกได้ว่า ถ้าไม่ได้ลงมาที่ถ้ำนี้ เหมือนมาไม่ถึง สิปาดัน

แม้ว่าจะไม่สามารถเข้าไปใน Sipadan Turtle Tomb Cave ได้ เนื่องด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย แต่ภาพเวิ้งคูหากว้างใหญ่ที่พอจะมองเห็นได้จากปากถ้ำ ก็พาให้จินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปไกลทีเดียว
อย่างที่กล่าวไว้แล้วว่า บนเกาะสิปาดันนั้น ไม่อนุญาตให้พักค้างคืน และรีสอร์ทต่างๆ ก็ถูกสั่งให้ย้ายออกมาทั้งหมด ดังนั้นที่พักที่สะดวกที่สุดสำหรับการมาท่องเที่ยวที่นี่ คือ เกาะมาบูล และอีกแห่งหนึ่งคือ เกาะคาปาลัย
ที่มาบูลมีรีสอร์ทให้เลือกอยู่หลายแห่ง ราคาก็แปรผันกันไปตามสิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งส่วนใหญ่จะหรูหราฟูฟ่า และนอกจากที่พักบนเกาะแล้ว ยังมีแท่นขุดเจาะน้ำมันเก่าที่ถูกปรับสภาพให้กลายเป็นสถานีดำน้ำ ตั้งเด่นอยู่ในทะเล ซึ่งน่าสนใจ และให้อารมณ์ที่แตกต่างจากรีสอร์ททั่วไปมากทีเดียว

จากชายหาดของเกาะมาบูล ไม่ว่าคุณจะเดินลงไปตรงไหนก็สามารถลงดำน้ำได้ทุกที่ เพราะรอบเกาะถูกโอบล้อมไปด้วยแนวปะการังแข็งหลากพันธุ์ ซึ่งเป็นแหล่งหากินของปลาน้อยใหญ่ รวมทั้งสัตว์ขนาดจิ๋วมากมายจนคุณคาดไม่ถึง ทั้งหมดอยู่ในระดับน้ำความลึกโดยเฉลี่ยราว 10 เมตร อย่างมากก็ไม่เกิน 20 เมตร สามารถดำน้ำดูสิ่งมีชีวิตต่างๆ ได้อย่างสบายใจ และไม่มีกระแสน้ำรุนแรงคอยรบกวนความสำราญ

จะว่าไปแล้วมาบูลน่าจะเรียกได้ว่าเป็นสวรรค์อีกแห่งหนึ่งของเหล่าผู้ชื่น ชอบของจิ๋ว ประเภทสิ่งมีชีวิตตัวเล็กตัวน้อย ตั้งแต่ยาวไม่กี่เซนติเมตร จนเล็กเพียงไม่กี่มิลลิเมตร ทากเปลือย เป็นสัตว์จิ๋วอันดับต้นๆ ที่นักดำน้ำชื่นชอบเสมอ และที่มาบูลก็คือบ้านอีกแห่งหนึ่งของมัน เพราะนอกจากสายพันธุ์ธรรมดาที่พบได้อย่างดาษดื่นแล้ว เจ้าทากเปลือยพันธุ์ประหลาดๆ สีสันแสบตายังสามารถพบเห็นได้อย่างไม่ยากเย็น

สัตว์หายากอีกกลุ่มหนึ่งที่ (อาจ) มีโอกาสพบที่มาบูล คือ Flambiyant cuttlefish, Blue-ringed octopus, Mimic octopus และ Bobtail squids เจ้าหนวดเหล่านี้ล้วนพบได้ไม่ง่ายนัก เพราะความสามารถในการพรางตัวเป็นเลิศ โดยเฉพาะการม้วนตัวเป็นก้อนและปรับเปลี่ยนสีของตัวมันเองให้เข้ากับสภาพแวด ล้อม หากคุณสามารถหามันพบและเฝ้าคอยดูพฤติกรรมการพรางตัว คุณจะเพลิดเพลินไปกับการเปลี่ยนสีของมัน แต่อย่าลืมระวังอันตรายจากพิษของ Blue-ringed octopus เพราะหากถูกมันกัดเข้าล่ะก็ ถึงชีวิตได้เลยทีเดียว

สำหรับผู้ที่ไม่ได้ดำน้ำลึก บริเวณ Lobster wall เป็นอีกจุดหนึ่งที่สามารถดำผิวน้ำ ได้ดี เพราะมีแนวปะการังให้ดูได้ตั้งแต่บริเวณน้ำตื้น และเช่นเดียวกัน การลงดำแบบ scuba บริเวณนี้ก็เป็นแหล่งที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้จุดอื่น

พระเอกอีกตัวหนึ่งของมาบูล ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของทุกคนคือ ปลากบ เพราะนอกจากหน้าตาประหลาดของมันแล้ว ผิวหนังอันเป็นเอกลักษณ์ที่วิวัฒนาการไปตามสภาพแวดล้อม ยังสามารถช่วยให้มันพรางตัวได้กับแนวปะการัง รวมถึงการเกาะนิ่งอยู่กับที่เพื่อซุ่มรอเหยื่อ แล้วใช้อวัยวะบนหัวซึ่งทำหน้าที่ล่อเหยื่อให้เข้ามาใกล้ ก่อนจะฮุบอาหารอันโอชะด้วยความรวดเร็วจนได้เป็นเจ้าของสถิติปลาที่ฮุบเหยื่อเร็วที่สุดในโลกต่างจากการเคลื่อนไหวของมันที่เชื่องช้ามาก เพราะครีบข้างลำตัวถูกวิวัฒนาการจนทำหน้าที่คล้ายขา อาจเรียกได้ว่ามันเดินอยู่ในน้ำมากกว่าการแหวกว่ายเฉกเช่นปลาอื่นๆ

จุดที่เป็นลานทรายกว้างทางเหนือของเกาะ คนในท้องถิ่นได้สร้างแนวปะการังเทียมในความลึก 20 เมตร ด้วยการประกอบเสาไม้ต่างๆ เข้าด้วยกันลักษณะคล้ายโครงสร้างของบ้าน ความสูง 2-4 ชั้น เป็นที่มาของชื่อ Old house reef ด้วยความที่มีลักษณะเป็นโครงสร้าง ทำให้ปลาน้อยใหญ่เข้ามาอาศัยอยู่
แหล่งที่เหมาะสำหรับผู้คลั่งไคล้ปลากบที่สุด คงไม่พ้น Froggy Lair ความหมายก็ตรงตามตัวชื่อ แม้ว่าจุดนี้จะเป็นแนวปะการังเทียม (Architected reef) แต่กลับมีปลากบจำนวนมากเข้ามาอาศัยหากิน ทั้ง Common frogfish, Giant frogfish และเพื่อนร่วมตระกูลประเภท Leaf fish เฉพาะไดฟ์แรกที่ผมลงดำที่จุดนี้ อย่างคร่าวๆ ก็น่าจะนับจำนวนปลาประเภทนี้ได้มากกว่า 20 ตัว ซึ่งไม่ง่ายเลยที่จะพบปลาชนิดนี้ในปริมาณมากๆ ในการดำครั้งเดียว

ในแต่ละวันปริมาณปลากบจะไม่เท่ากัน เพราะถึงแม้มันจะชอบเกาะนิ่งรอเหยื่ออยู่กับที่ แต่ก็มีการเคลื่อนย้ายที่อยู่ เพราะฉะนั้นในบางวันนักดำน้ำโชคไม่ดีอาจจะพบพวกมันแค่ 3-4 ตัว แม้แต่ไกด์เองที่ดำน้ำเป็นประจำ ยังไม่ค่อยจะพบมากเกิน 10 ตัวต่อการดำ 1 ครั้งเลย

ที่พลาดไม่ได้อีกอย่างหนึ่ง คือ การแอบดู ปลาแมนดาริน ผสมพันธุ์ที่ Paradise 2 ทุกเย็นย่ำเมื่อความมืดเริ่มเข้าปกคลุม เจ้าแมนดารินสีสวยตัวจ้อย จะไล่เกี้ยวพาราสีกันอยู่ในกองหิน หลังไล่กันไปไล่กันมาหลายอึดใจ เจ้าปลาน้อยก็จะจับคู่เพื่อผสมพันธุ์ ตัวของมันทั้งคู่จะลอยขึ้นมานอกกองปะการัง เมื่อเสร็จสิ้นกิจกรรมก็จะแยกย้ายกันไปอย่างรวดเร็ว โดยระยะเวลาเริ่มจากที่จับคู่จนแยกกันนั้นไม่ถึง 10 วินาที!! ดังนั้น หากไม่อยากพลาดช็อตเด็ดแห่งธรรมชาติ จงอย่ากะพริบตา!!!

ส่วน คาปาลัย มีลักษณะเป็นเกาะใต้ผิวน้ำ อาคารต่างๆ ถูกสร้างอยู่บนแนวลานทรายซึ่งลึกลงใต้น้ำ 2-3 เมตร ที่นี่จึงไม่มีพื้นดินเลย เป็นรีสอร์ทกลางน้ำที่น่าทึ่งในความอัศจรรย์ของธรรมชาติ ผสานไปกับความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมมากเกินไปนัก

โลกใต้น้ำในบริเวณนี้ใกล้เคียงกับที่มาบูล ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่า คุณจะเลือกพักที่ไหน เพราะทุกที่สามารถลงดำที่แนวปะการังบริเวณใกล้ที่พักได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว อาจแตกต่างไปบ้างเรื่องความหลากหลาย เพราะในแต่ละจุดมีลักษณะเด่นเป็นของตัวเอง

วกกลับมาที่มาบูล ใต้แท่นขุดเจาะน้ำมันที่ความลึก 18 เมตร บนกัลปังหาต้นใหญ่ที่เด่นเป็นสง่า โดดเดี่ยวอยู่กลางลานทราย Pygmy seahorse ขนาดไม่ถึง 1 เซนติเมตร แฝงกายซ่อนเร้นอยู่อย่างแนบเนียนบนพื้นที่ขนาดใหญ่กว่าตัวมันเองเป็นพันเท่า เจ้าม้าน้ำน้อยวิวัฒนาการตัวมันเองจนมีลักษณะเหมือนกับที่อยู่อาศัยจนแทบจะ แยกไม่ออก ยกเว้นว่ามันจะยอมขยับตัวให้เป็นที่สังเกตได้บ้าง และถ้าเราพบมันแล้วยื่นหน้าเข้าไปดูในระยะประชิด มันก็จะหันหน้าพาปากจู๋ของมันซุกหลบเข้าไปกับกิ่งกัลปังหาให้เป็นที่ตลกขบ ขัน ซึ่งก็คุ้มค่ากับการเสียเวลาและอากาศในถังเพื่อเฝ้าค้นหาตัวมันอยู่นับครึ่ง ชั่วโมงจนไม่ได้ไปดูอย่างอื่นอีกเลย

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะพักที่ใด ทั้งมาบูล, คาปาลัย หรือบนแท่นขุดเจาะน้ำมัน เราสามารถดำน้ำในบริเวณใกล้เคียงได้ตลอดเวลา ดังนั้นแม้ว่าเราจะพลาดสัตว์ตัวใดในไดฟ์ไหน ก็ยังมีโอกาสลงดำซ้ำในจุดเดิมได้ จึงไม่ต้องพะวักพะวนกับการหาของมากเกินไป จนทำให้ดำน้ำไม่สนุก และทุกๆ รีสอร์ทก็พร้อมจะพาคุณไปดำใน dive site ต่างๆ ตามที่คุณต้องการโดยไม่มีจุดไหนที่เป็นพื้นที่ส่วนตัวของใคร

ทั้งหมดทั้งมวลที่ สิปาดันมาบูลคาปาลัย ยังคงเสน่ห์ของมันเองอยู่ได้ก็เนื่องจากการเห็นความสำคัญของการไม่ใช้ ทรัพยากรธรรมชาติมากเกินขอบเขตความเหมาะสม รวมถึงการร่วมมือร่วมใจกันของคนในพื้นที่ เพราะแม้แต่บนเกาะมาบูลเองก็ยังมีหมูบ้านชาวประมงที่ยังหาเลี้ยงชีพด้วยการ ทำประมงพื้นบ้านกันอยู่

แต่พวกเขาไม่เคยทุบหม้อข้าวด้วยการทำลายแหล่งหากินของตัวเอง ดินแดนแห่งนี้จึงยังยั่งยืนอยู่ได้ตราบนานเท่านาน

* การเดินทาง
จากสนามบินสุวรรณภูมิ ต้องหาเที่ยวบินไปลงที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย แล้วจึงเดินทางต่อจากกัวลาลัมเปอร์ ไปยังสนามบินตาวาอู ในรัฐซาบาห์ มีสายการบินให้บริการเส้นทางนี้อยู่หลายสาย ตรวจสอบข้อมูลได้ก่อนการเดินทางนะครับ

สอบถามเรื่องทริป การเดินทาง ที่พัก และราคา ได้ที่ สายด่วน : 086-399 1065